วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

ตำนานแห่ง “แอตแลนตีส” อารยะนครที่สาบสูญ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักร แอตแลนตีส ก็ได้เริ่มสลายจากความเป็นอารยะ ชาว แอตแลนตีส ได้เปลี่ยนเป็นคนกักขฬะที่กระหายและอำนาจ เทพเจ้าซีอุส (Zeus) จึงได้ตัดสินพระทัยลงโทษอาณาจักรแอตแลนตีสทันที แต่เมื่อบทสนทนาครีตีอัส กล่าวถึงตรงนี้ เพลโตได้ตัดสินใจจบการเล่าเรื่องอย่างฉับพลันทันใด 50 ปีหลังจากที่เพลโตได้เสียชีวิตลง ในปี พ.ศ. 202 อนุชนรุ่นหลังและเหล่าศิษยานุศิษย์ก็ได้พยายามหาคำตอบว่า อาณาจักรแอตแลนตีส ของเพลโตอยู่ที่ใดบนโลก และอาณาจักรนี้มีหรือไม่
อริสโตเติล (Aristotle) ผู้เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของเพลโต คิดว่า แอตแลนตีสคืออาณาจักรในจินตนาการของเพลโตที่ไม่มีตัวตน และแม้แต่ในยุคของผู้เฒ่าไพลนี (Pliny the Elder) ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์โรมันที่มีชื่อเสียงราวปี พ.ศ. 620 ความเชื่อและความไม่เชื่อในเรื่องของ แอตแลนตีสก็ยังคงปรากฏอยู่ โดยพวกที่เชื่อเรื่องนี้มักจะอ้างว่า เพลโตเป็นนักปราชญ์ที่มีคุณธรรม ดังนั้น ในการเขียนบทประพันธ์ใดๆ ท่านย่อมเขียนอย่างมีเหตุผล และกลั่นกรองว่ามีความถูกต้อง ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็มีมากมายเพราะอ้างว่าถ้า แอตแลนตีสมีจริง น่าจะมีคนพบเห็นซากของอาณาจักรบ้าง แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นตลอดเวลากว่า 2,000 ปีนี้ ไม่มีใครประสบความสำเร็จในการเห็น แอตแลนตีส เลย
ถ้า แอตแลนตีส มีจริง อาณาจักรนี้ควรตั้งอยู่ ณ ที่ใดเพลโต ได้เขียนไว้ว่า แอตแลนตีส ตั้งอยู่เลย "พิลลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส" (Pillars of Hercules) “เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส” ออกไป ซึ่งในปัจจุบันพิลาร์หรือเสาหินดังกล่าว คือช่องแคบยิบรอลตา (Gibraltar) ดังนั้นแอตแลนตีส จึงควรอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักดีเพราะแอตแลนติกเป็นพื้นน้ำที่ยังไม่มีใครกล้าข้าม ดังนั้นเกาะสวรรค์ต่างๆ ที่ปรากฏในนวนิยายกรีกยุคนั้นจึงมักจะถูกกำหนดให้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอนแลนติกทั้งสิ้น
ในปี พ.ศ. 2096 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่โคลัมบัส (Columbus) ได้พบทวีปอเมริกาแล้ว 50 ปี นักประวัติศาสตร์ชาวสเปนท่านหนึ่งชื่อ “ฟรานเซสโก โลเปส โด โกมารา” (Francesco Lopes do Gomara) ได้เสนอแนะว่าหมู่เกาะอินเดียตะวันตก (West Indies) และทวีปอเมริกาคือแอตแลนตีส แต่ไม่นานความคิดที่ว่าอเมริกาคือ แอตแลนตีส ก็เริ่มหมดความเชื่อถือ
แต่คนหลายคนที่ยังคลั่งไคล้ในมนต์เสน่ห์ของ แอตแลนตีส ก็ได้คิดต่อไปว่า อาณาจักรนี้น่าจะตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกมากกว่าที่หมู่เกาะอะซอเรส (Azores) หรือ มาดีราส (Madeiras) หรือ คานารีส (Canaries) แต่การศึกษาทางโบราณคดีที่หมู่เกาะเหล่านี้ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่าเคยเป็นอาณาจักร แอตแลนตีส มาก่อนเลย เมื่อไม่มีหลักฐานใดๆ ในแอตแลนติก ผู้คนที่ยังมีความศรัทธาในเรื่องของอาณาจักร แอตแลนตีส ก็ได้หันมาพิจารณาคำของเพลโต ที่ว่า “พิลาร์ ออฟ เฮอร์คิวลีส” นั้นจริงๆ แล้ว เพลโตน่าจะหมายถึงช่องแคบ “ดาร์ดาแนลเลส” (Dardanelles) ของทะเลดำ (Black Sea) มากกว่าช่องแคบยิบรอลตา ดังนั้นการค้นหาแอตแลนตีสจึงได้ถูกย้ายจากมหาสมุทรแอตแลนติกมากระทำในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) แทน

ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=637125

ตำนานแห่ง “แอตแลนตีส” อารยะนครที่สาบสูญ

อาณาจักรแห่งอารยธรรมจากบทบันทึกของ“เพลโต”
ย้อนอดีตไปเมื่อ 2,300 ปีก่อนนี้ได้มีนักปราชญ์ชาติกรีกผู้ยิ่งใหญ่ ท่านหนึ่งชื่อ "เพลโต" (Plato) ท่านได้เรียบเรียงบทสนทนาไว้สองบทชื่อ “ไทมาอุส” (Timaeus) และ “ครีตีอัส” (Critias) บทสนทนานี้ได้กล่าวถึงครีตีอัสผู้เป็นทวดของเพลโต ว่าปู่ของท่านซึ่งมีนามว่า ผู้เฒ่าครีตีอัส (Critias the Elder) ได้ยินนิทานที่พ่อของท่านที่ชื่อ “ดรอพิเดส” (Dropides) เล่ามาอีกต่อหนึ่งว่าเพื่อนของท่านที่ชื่อซาลอน (Solon) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี พ.ศ.10 (533 ปีก่อนคริตศักราช)ดรอพิเดสได้ยินได้ฟังมาจากพระชาวอียิปต์แห่งวิหาร Sais ในประเทศอียิปต์ว่า มีอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก ชื่อ “แอตแลนตีส” (Atlantis) อาณาจักรนี้ตั้งอยู่บนเกาะๆ หนึ่งกลางมหาสมุทรแอตแลนติก และเกาะมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมากแต่ในเวลาต่อมาเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้ทำลายเกาะ และเกาะถูกคลื่นยักษ์ในทะเลไหลท่วมทับจมหายไปในทะเลอย่างไม่มีใครคนใดพบเห็นเกาะอีกเลย
ในบทสนทนาที่ชื่อครีตีอัสนั้น เพลโตได้เล่าถึงอาณาจักรแอตแลนตีสว่า ประชาชนของอาณาจักรนี้เป็นลูกหลานของเทพโพเซดอน (Poseidon) แห่งทะเล บนเกาะมีภูเขา มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ แร่และสัตว์ป่าเช่น ช้าง มากมาย อาณาจักรนี้มีกษัตริย์ปกครองถึง 10 พระองค์ ซึ่งทุกองค์เป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากนางไคลโต (Cleito) และเทพโพเซดอนและทุกๆ 5 ปี กษัตริย์ที่กำลังปกครองแอตแลนตีส จะล่าวัวศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปถวายเป็นเทพบูชาแด่โพเซดอน
เพลโต ยังเล่าอีกว่าในเมืองหลวงของอาณาจักร แอตแลนตีส มีบ่อน้ำร้อนสำหรับการอาบน้ำในฤดูหนาว และบ่อน้ำเย็นสำหรับการอาบน้ำในฤดูร้อนอีกด้วย ซึ่งสถานอาบน้ำเหล่านี้ยังถูกแบ่งออกเป็นระดับๆ สำหรับคนในวรรณะต่างๆ เช่น สำหรับกษัตริย์ คนธรรมดา และม้า ตัวเกาะ แอตแลนตีส ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบนั้นยังถูกแบ่งออกเป็นวงแหวนที่เรียงซ้อนกัน 5 วง โดยมีสะพานเชื่อมโยงระหว่างวงเหล่านั้นและเรือเดินสมุทรสามารถลอยลำเข้าไปได้ถึงใจกลางเมือง นอกจากนี้ชาวเมือง แอตแลนตีส ยังมีการศึกษา มีความสามารถด้านการทำสงครามและมีศีลธรรมสูง

เดี๋ยวมีต่อนะ
ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=637125

10 ข้อ นิสัยผู้ชายที่ผู้หญิงไม่ชอบ ไม่มีเสน่ห์ใครๆก็เบื่อ

1. อ่อนแอ งอแง เหมือนเด็กไม่รู้จักโต ไม่มีลักษณะเป็นผู้นำ ไม่สามารถปกป้องใครได้ในชาตินี้

2. สกปรก มีกลิ่นกาย และไม่อินเทรนด์ ไม่รู้จักแฟชั่น ไม่รู้จักอะไรเลยในสังคม ล้าหลังตลอด

3. มีลักษณะเป็นผู้ตามตลอด เอาใจใครไม่เป็น งอนเก่งกว่าผู้หญิงชอบน้อยใจเป็นที่สุด

4. รูปร่างไม่สมาร์ทเลย ไม่เคยปรับปรุง ไม่ฉลาด ไม่ทันคน แถมยังว่าคนอื่นโง่ ตลอด

5. ในชีวิตนี้ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตามเพื่อนตลอดคิดเองไม่เป็นเลย แถมยังขี้เมารวมทั้งอวดเก่งอีกด้วย

6.ชอบนินทา ว่าร้ายคนอื่น ต่อหน้าแฟนบ่อย ๆหรือตลอดเวลาที่คนๆนั้นเดินผ่าน

7. ตระหนี่ ไม่สปอร์ตเลย เห็นแก่ตัว จิตใจแคบ

8. พูดแต่เรื่องไร้สาระวกวนแต่เรื่องเซ็กส์ ไม่สุภาพ ไม่อ่อนหวาน ชอบตะคอกเป็นชีวิตจิตใจ

9. ไม่เคยที่จะคิดปรับปรุงตัวเองในทางที่ดีขึ้น มายังไงก็ไปอย่างนั้น

10. ขี้เกียจทุกเรื่อง ทั้งงาน และเรียน ไม่เคยใส่ใจ ใช้แต่อารมณ์ กับแบขอเงินชาวบ้าน และแฟน

ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1055130

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

กฏ 14 ข้อ

1. ถ้าคุณรู้สึกว่ารถไฟฟ้าแน่น ให้ลองเดินเข้ามาข้างในตัวขบวนรถสักหน่อย คุณจะพบว่าช่วงกลางโล่งมากจนตั้งร้านกาแฟได้... คนขึ้นรถไฟฟ้าบ้านเราโรคจิต ชอบไปยืนอออยู่หน้าประตูหรือไม่ก็กอดเสาตรงกลางมันซะอย่างนั้น

2. เมื่อจะขึ้นรถเมล์ หลีกเลี่ยงป้ายที่อยู่เชิงสะพาน หรือมีรถเมล์ แท็กซี่ หรือรถตู้จอดรอกันมากๆ ป้ายที่ไม่ค่อยมีคนขึ้น ป้ายที่ถัดไปจะเป็นไฟแดง หรือป้ายแรก เมื่อพ้นไฟแดง - ป้ายพวกนี้รถเมล์ไม่ค่อยพยายามจอด ต่อให้คุณวิ่งไปโบกกลางถนนก็ตาม

3. ถ้าคุณถือของพะรุงพะรัง โอกาสที่คนข้างๆ คุณที่นั่งอยู่จะรับของไปถือให้ มีอัตราส่วนดังนี้
คุณเป็นผู้ชาย คนที่นั่งอยู่เป็นผู้หญิง โอกาส = 80%
คุณเป็นผู้หญิง คนที่นั่งอยู่เป็นผู้หญิง โอกาส = 70%
คุณเป็นผู้หญิง คนที่นั่งอยู่เป็นผู้ชาย โอกาส = 60%
คุณเป็นผู้ชาย คนที่นั่งอยู่เป็นผู้ชาย โอกาส = ต่ำกว่า 0%
อย่างน้อยในชีวิตนี้ บุญชิตฯ ยังไม่เคยเห็นผู้ชายรับของผู้ชายไปถือให้เลย

4. แท็กซี่ก็เหมือนความรัก... คือวันที่คุณมีความสุข อากาศดี รถไม่ค่อยติด หรือคุณไม่ต้องการ พวกเขา ก็จะปรากฏอยู่สลอนเต็มไปหมดจนรถเมล์ไม่เข้าป้าย แต่ถ้าวันไหนคุณรีบ ฝนตก รถค่อนข้างติด หรือเย็นแล้ว เมื่อคุณโบก พวกเขาก็จะไม่ยอมไป บ้างก็อ้างว่าต้อง ส่งกะ บ้างก็โบกมือไล่คุณเหมือนเห็นก้อนขี้ ร้ายกว่านั้นคือแล่นเลยไปเสียดื้อๆ

5. ร้านสเต็กในห้างบางร้านราคาไม่ถูกนัก สามารถ ไปกินสเต็กหรูๆ ได้สบาย ในขณะที่รสชาติไม่ดีอย่างที่คิด ควรเช็กราคาก่อนไปกิน

6. ผ้าเย็นในร้านอาหารส่วนใหญ่คิดตังค์ (และราคาไม่ค่อยสมเหตุสมผล) ถ้าคุณไม่รับมาก็ไม่เป็นไร เข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างมือเอาดีกว่า

7. บางร้านเขาคิดค่าพริก ค่ามะนาวที่ขอเพิ่มด้วย ระวังให้ดี

8. การอดอาหารมา ไม่ทำให้กินบุฟเฟ่ต์ได้มากขึ้น ตรงกันข้าม มันจะทำให้คุณผวาเข้าหาอาการประเภทหนักท้องในช่วงต้นๆ แล้วหลังจากนั้นไม่ถึง 30 นาที มันจะทำให้อิ่มเร็วมาก ควรเปิดด้วยอาหารพวกเนื้อสัตว์ หรือซุปใส ส่วนพวกข้าว ซุปข้น ขนมปัง ของแป้งๆ ทั้งหลาย เก็บไว้กินช่วงกลางดีกว่า

9. เมื่อเจอร้านอาหารเล็กๆ ที่อร่อยมากๆ แต่ไม่ดัง หรือไม่ค่อยมีลูกค้า สิ่งที่ควรทำ หรือต้องทำอย่างยิ่งคือชวนเพื่อฝูงญาติมิตรมากินกันให้เยอะๆ เพราะหาไม่แล้ว... เมื่อคุณอยากกลับไปที่ร้านนั้นอีกครั้ง เขาอาจจะไม่อยู่แล้ว... บางทีรสชาติดีก็ไม่ช่วยอะไร ถ้าคนไม่รู้จัก

10. เวลาราชการคือ 8.30 น. - 16.30 น. แต่เวลาที่ไม่ควรไปติดต่อราชการ เพราะไม่มีใครอยู่ทำให้ หรืออยู่แต่ก็ไม่เต็มใจทำ คือเวลาช่วง 8.30-9.00 น. ,11.00-12.00, 13.00-14.00 และหลัง 15.30 น.เป็นต้นไป

11. เมื่อเข้าไปติดต่อราชการ ให้ใช้การ "ไหว้" นำเข้าไปไหว้มันดะทุกโต๊ะ หมูหมากาไก่เด็กผู้ใหญ่ไหว้ให้หมด นึกว่าสวมวิญญาณ ส.ส. ไปก่อน การติดต่อนั้นจะราบรื่นขึ้น - ยังไม่ควรใช้เงิน เพราะถ้าเขาไม่รับ คุณจะมีปัญหาแน่ๆ

12. ฟังก์ชั่นในโทรศัพท์มือถือที่มีประโยชน์กว่าการถ่ายรูป แต่งเสียงเรียกเข้า ส่งข้อความคิกฃุ คือฟังก์ชั่นเตือนความจำ...หัดใช้ได้ดี แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้น อย่างน้อยคนที่ติดต่อกับคุณก็รู้สึกดีในความตรงต่อเวลาของคุณ

13. ถ้าคุณถูกร้านค้า (อะไรก็ตาม) ดูถูกว่า คุณคงไม่มีปัญญาซื้อของหรอก หรือประเภทว่า ไม่ซื้ออย่ามาจับ หลายคนชอบที่จะซื้อประชด ซื้อเยอะซื้อแยะ เพื่อเป็นการตบหน้าคนขายให้หน้าชา ให้เขาเสียหน้าจนต้องโค้งแล้วโค้งอีกให้คุณ แต่รู้หรือไม่ ว่าคุณติดกับดักเขาไปแล้วเต็มๆ ผมเคยได้ยินว่าร้านขายของหรูบางร้าน จงใจเทรน พนักงานให้ดูถูกลูกค้า เพื่อหวังผลขายให้พวก เสียเงิน ตูไม่ว่า เสียหน้าข้าไม่ยอม... วิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับร้านพวกนี้ ... คือ อย่าไปซื้อของๆ มัน บอกเพื่อนฝูงญาติโกโหติกาของคุณด้วย

14. อย่าหัวเราะเยาะพนักงานมินิมาร์ต เวลาที่เขาถามคุณว่า รับโน่นรับนี่เพิ่มไหม อย่าคิดว่าเขาปัญญาอ่อน หรือเป็นนกแก้วนกขุนทอง ก็เขาและเธอเป็นแค่ลูกจ้าง ที่ต้องทำตามกฎตามคำสั่งของเขาเท่านั้นเอง ถ้าเขาไม่ชวนคุณรับซาละเปาไปกินกับถุงยางอนามัย เขาก็ถูกนายจ้างตำหนิ X คนที่ปัญญาอ่อนน่ะ คือคนที่คิดนโยบายนี้แล้วบังคับให้พวกเขาและเธอต้องพูดเป็นนกแก้วนกขุนทองต่างหาก
วิธีที่ดีที่สุด คือตอบว่า "ไม่รับค่ะ/ไม่รับครับ"

ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=553199

เรียนรู้นิสัยของผู้ชาย

ผู้ชายเกือบทุกคนดำเนินชีวิตในแบบที่เชื่อว่า ตัวเองควรจะเดินไปตามกฎประหลาดๆ ซึ่งหากสุภาพสตรีท่านใดเรียนรู้ที่จะอดทน ต่อเพื่อนร่วมโลกต่างเพศเหล่านี้ได้ ก็ขอแสดงความยินดีว่า ชาตินี้คุณหาแฟนได้แน่ แต่ถ้าอ่านแล้ว หรือบางอย่างคุณอาจรู้อยู่แก่ใจแล้วด้วยซ้ำ ว่าพวกเขาเป็นแบบนี้ จะตัดสินใจไปบวชชี หรือมุ่งหน้าเรียนธรรมะให้มากขึ้นก็ไม่ว่ากัน เพราะใน Rules Men Live By บุรุษชาติอาชาไนย เขาใช้ชีวิตตามหลักเกณฑ์ตลกๆ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาที่สาวน้อยอย่างเราๆ อาจรับได้บ้างหรือรับไม่ได้เลย ดังต่อไปนี้

กฎข้อที่ 1. เตรียมพร้อมเสมอที่จะออกรับแทนเพื่อนอย่างสุดชีวิต แม้จะต้องโกหกอย่างซึ่งๆ หน้ากับสาวคนไหนก็ตาม ผู้ชายพร้อมตายแทนเพื่อนได้เสมอ โดยเฉพาะหากแฟนสาว (ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด) กำลังตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมเหลวแหลกของเพื่อนรักสนุกของเขา หนุ่มๆ ไม่มีวันหักหลังกันเองด้วยการนำเรื่องเสเพล (ขนาดไหนก็ตาม) ของเพื่อนมาเล่าให้แฟนของเพื่อนคนนั้นฟัง แม้ตัวเขาเองยังทนอาการจับปลามากกว่าสองมือของเพื่อนไม่ได้ แต่พวกเขาก็จะปกป้องกันไว้ก่อน กระทั่งฝ่ายหญิงจะจับได้ไล่ทันเอาเอง

กฎข้อที่ 2. จะไม่เอ่ยปากว่า ผมรักคุณทางโทรศัพท์ในที่ทำงาน แต่ถ้าคุณเคยได้ยินคำเหล่านี้ แสดงว่า น่าจะเป็น "ผมรักแม่ครับ" ซึ่งพอเดากันได้ไหมว่า เขากำลังคุยอยู่กับใครที่ปลายทาง

กฎข้อที่ 3. ถ้าเขาไปดูหนังกับบรรดาเพื่อนชายด้วยกัน สังเกตดูเถอะว่า พวกเขา จะไม่นั่งเก้าอี้ติดกัน แต่จะเว้นระยะห่างเอาไว้สักตัวหรือสองตัว เพื่อให้มีที่ว่างพอเหมาะสำหรับแต่ละคน

กฎข้อที่ 4. ผู้ชายจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือใส่ใจกับทรงผมของชายอื่น ซึ่งอาจจะใหม่เอี่ยมอ่อง เหมือนเพิ่งเดินออกมาจากร้าน หรือแม้ถ้าใครไว้ทรงแสนทุเรศทุรัง เขาก็ไม่สนใจ อย่างมากก็แค่ทักพอเป็นพิธีว่า ไว้ผมทรงใหม่หรือเพื่อนแต่หากหนุ่มคนไหน สนใจความสวยความงามของพวกเดียวกันเองขึ้นมาเมื่อไหร่ เล่นทายใจกันไหมว่า คุณเริ่มคิดแล้วว่า เขามีรสนิยมทางเพศแบบไหน ?

กฎข้อที่ 5. ไม่เคยวางสิ่งของในที่ที่มันสมควรจะอยู่ แปลอีกทีก็คือ ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะถ้าเขาเป็นคนประณีต แสดงว่า มีใครคอยทำให้ ไม่ใช่ทำได้เอง

กฎข้อที่ 6. ชายหนุ่มรู้จักแต่เวลา Male Standard Time หรือเวลามาตรฐานของเพศชาย ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะดำเนินชีวิตตามเวลามาตรฐานของผู้หญิง Female Standard Time เลยด้วยซ้ำ เหตุนี้เอง ทำให้พวกเขามักอ้างอะไรไร้เหตุผล อิสตรีพอฟังแล้วนอกจากไม่อยากให้อภัย ยังอยากตบซ้ำให้หายโมโหด้วยซ้ำไป

กฎข้อที่ 7. คิดแต่เรื่องเซ็กซ์วันละหลายเวลา แม้แต่ละวันจะมีอะไรให้ทำมากแล้ว ก็ยังไม่แคล้ววนเวียนเกี่ยวกับเซ็กซ์

กฎข้อที่ 8. เป็นพวกปากหนัก ไปไหนจะไม่กล้าถามทางแม้ตัวเองหลงทางก็ตาม

กฎข้อที่ 9. ชอบคาดหวัง ให้แฟนสาวช่วยจัดเก็บข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง คิดว่า หน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูเป็นภาระของผู้หญิงฝ่ายเดียว ทั้งที่บ้านนั้นมันเป็นของเขาไม่ใช่ของเราสักหน่อย

กฎข้อที่ 10. ชอบแสดงความเห็น ในเรื่องที่คนอื่นกำลังถกเถียงกันอยู่ ทั้งที่ตัวเองก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ขอสอ ใส่ เกือกเอาไว้ก่อน

กฎข้อที่ 11. หมั่นดูแลรถยนต์ ยิ่งกว่าผู้หญิงเอาใจใส่กับทรวดทรงองค์เอวของเธอเองซะอีก คงไม่แปลกใช่ไหม ถ้าจะบอกว่า ต่อให้ผู้ชายเลอะเทอะ หรือต้องคลุกฝุ่น เป็นคนมอมแมมขนาดไหน เขาย่อมคิดว่า ดีซะกว่าต้องแต่งตัวด้วยชุดสูทหรูหรา หรือต้องใส่เครื่องแบบอยู่ในชุดสำนักงานตลอดเวลา บางคนจำเป็นต้องใส่แต่เสื้อเชิ้ตสีขาวไปทำงาน จนเกลียดสีขาวไปเลยก็มี

กฎข้อที่ 12. หลีกเลี่ยงการพูดถึงหัวข้อยอดนิยม ที่ผู้หญิงชอบซุบซิบนินทากัน เช่น การพูดถึงเรื่องร้านไหนลดราคา ?, แฟชั่นรับลมร้อนเป็นอย่างไร ? ไปจนกระทั่ง เธอรู้ไหมว่า ใครเป็นแฟนจูเลีย โรเบิร์ตส์ ? เขาจะมองว่า เรื่องกอซซิปทำนองนี้ มันช่างหนวกดูสิ้นดี

กฎข้อที่ 13. ผู้ชายมีเอกลักษณ์ของการรับรู้ที่จำกัด.... เกือบทุกเรื่อง ยกเว้น หากทำให้เขาหึงละก็ เชื่อไหมว่าการรับรู้ในด้านนี้ของผู้ชาย จะต่างกับผู้หญิงอย่างลิบลับเพราะผู้หญิงหึง เธอจะงอนอย่างมากไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ หรือจนกว่าจะมีเซ็กซ์ด้วยกันในครั้งต่อไป แต่ถ้าผู้ชายหึง ชาตินี้ก็ไม่มีวันลืม มันเหมือนไปหักด่านความเป็นหนึ่งของเขา ชายหนุ่มจะมองว่า ผู้หญิงควรใจกว้างหากเขาจะมีรักหลบๆซ่อนๆ แต่ถ้าให้เขาต้องรับมือกับเรื่องนี้บ้าง ผู้ชายจะใจแคบทันที

กฎข้อสุดท้าย ไม่มีวันที่จะเป็นฝ่ายบอกว่า ผมรักคุณก่อน จนกว่าผู้หญิงจะบอกรักเขา นั่นแหละถึงจะมีเสียงสะท้อนกลับว่า ผมก็รักคุณเช่นเดียวกัน
เรียนรู้กันไว้ จะได้ทำใจเสียแต่เนิ่นๆ

ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view.php?id=880977

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Power Pointวันแม่

สวัสดีค่ะ
วันนี้ข้าพเจ้ามีงานดีๆมาฝากด้วย
เป็นงานที่เกี่ยวกับวันแม่
อาจจะช้าไปนิด
แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่ามันช้า
เพราะข้าพเจ้ารักแม่ทุกวัน
ถ้าผู้ใดสนใจจะชมก็โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ
http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=48602C031BLV1NFBPNUDHWG5WG7MJ2

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

4ประโยคที่ผู้ชายชอบที่สุด

"คุณตลกจัง"
การเป็นคนตลกจะช่วยลบปมด้อยของรูปลักษณ์ภายนอกได้ดี ไม่อย่างนั้นเค้าจะมีคำว่า "คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง" หรือคะ คุณผู้ชายทั้งหลายจะยิ้มแก้มบาน ถ้าคุณเพียงแต่เอ่ยปากบอกว่าเค้าเป็นคนที่คุยสนุก อยู่ด้วยแล้วไม่น่าเบื่อ และยังมีอารมณ์ขันที่ทำให้คุณหัวเราะได้ทั้งวันอีกด้วย แหมใครๆ ก็อยากเป็นที่ต้องการทั้งนั้นจริงไหมคะ แต่ว่าก่อนที่คุณจะพูด คุณต้องรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะคะ เพราะคำพูดเนี้ย มันจับโกหกได้ง่ายทีเดียวถ้าคุณไม่ได้หมายความอย่างที่ว่า

"รีบไปจากที่นี่กันเถอะ"
จะทำให้เค้ายิ่งรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น ถ้าน้ำเสียงขอบคุณเป็นแบบกระซิบที่ข้างหู เมื่อคุณอยู่ในงานเลี้ยงที่น่าเบื่อ เพราะทำจะช่วยเน้นเรื่องสำคัญขึ้นมาอีก 2 เรื่อง นั่นคือ 1. คุณเกิดมีอารมณ์พิศวาสเขาขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน และ 2. คุณแพ้เสน่ห์อันเย้ายวนของเขาจนแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยคิดเหมือนกันทั้งนั้นแหละค่ะว่า อยากจะออกจากงานสังคมที่น่าเบื่อ แล้วไปหาเรื่องสนุกๆ อย่างอื่นทำแทน

"คุณพูดถูก"
การเป็นที่ยอมรับ และการที่รู้ว่าคุณก็อยู่ฝ่ายเขา มันจะทำให้พวกผู้ชายภูมิใจที่สามารถนำคุณได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วขนาดไหน

"ฉันไม่เคยทำหรือไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย"
คำพูดนี้จะใช้ได้ดี หลังจากที่เสร็จภารกิจอย่างว่าไปแล้วค่ะ ผู้ชายทุกคนอยากได้ยินคำชมจากปากคู่ของเขาหลังการมีเซ็กส์ทั้งนั้น เพราะมันทำให้เขารู้สึกเขานี่แหละคือราชันย์ที่ครองโลกอย่างแท้จริง